Zeeson ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภท : Dog treats ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัข http://www.petseasons.co.th
วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559
15 ข้อดีของการเลี้ยงแมว
15 ข้อดีของการเลี้ยงแมว ที่นักวิทยาศาสตร์ยังต้องยอม
แมวเป็นสัตว์ลึกลับ ด้วยนิสัยของมันที่ทำให้เราตกหลุมรักอย่างง่ายดาย จากคนที่ไม่เคยเลี้ยงมาก่อน พอได้ลองเลี้ยงอาจจะถอนตัวไม่ขึ้นไปเลยก็ได้ เชื่อหรือไม่ว่าการเลี้ยงแมวทำให้สุขภาพใจ และกายดี ขนาดที่ว่านักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบันเคยทำการวิจัยเรื่องการเลี้ยงแมวมาแล้ว และพบว่ามันมีข้อดีอย่างเหลือเชื่อด้วย
1. ลดความเสี่ยงการเป็นโรคระบบหลอดเลือด University of Minnesota คนที่ไม่ได้เลี้่ยงแมวจะมีอัตราความเสี่ยงของการเป็นโรคที่ว่านี้สูงถึง 30-40% ส่วนคนที่เลี้ยงหมานั้นตามงานวิจัยบอกว่าไม่ได้ผลแบบคนเลี้ยงแมว
2. ลดอาการหัสใจวาย ต้องขอบคุณเจ้าเหมียวด้วยเพราะระบบหลอดเลือดนั้น เกี่ยวข้องกับหัวใจโดยตรง ทำให้คนที่รักและเลี้ยงแมวอย่างดีนั้นลดความเสี่ยงของการเป็นหัวใจวายเฉียบพลัน
3. คุ้มครองระบบภูมิคุ้มกัน ความรุ้สึกต่างๆ ของคนนั้น เป็นสิ่งที่แมวรู้สึกได้ เมื่อเราป่วย หรือเศร้า มันจะเข้ามาคลอเลีย ซึ่งช่วยทำให้เราไม่จมอยู่กับความเจ็บป่วย หรือความทุกข์นานเกินไป จึงช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
4. อาการของโรคภูมิแพ้ลดลง ถ้ากำลังจะมีลูก คุณแม่ใกล้คลอด รวมไปถึงคนรอบข้างเองมักจะกังวลกับการมีเจ้าเหมียวอยู่ในบ้านด้วย ต้องเปลี่ยนความคิดเพราะมีงานวิจัยออกมายืนยันว่าเด็กยิ่งอยู่ในวัยเยาว์ หากถูกเลี้ยงมากับสัตว์เลี้ยงแมวเหมีว และน้องหมา ระบบภูมิคุ้มกันของเบบี๋จะถูกกระตุ้นให้แข็งแรง
5. ช่วยป้องกันโรคหืดหอบเป็นในเด็ก แน่นอนเมื่อแมวทำให้ภูมิแพ้ลดลงได้ มันก็ช่วยป้องกันโอกาสที่เป็นโรคหืดหอบได้ด้วย และการที่เด็กได้โตมากับสัตว์ จะทำให้พวกเขามีจิตใจดี เพราะฉะนั้นแล้ว มีลูกก็อย่างทิ้งน้องแมวหล่ะ
6. แมวช่วยป้องกันโรคความดัน การเลี้ยงแมวทำให้เราได้ใช้เวลาในการอุ้ม กอด ลูกมันเบาๆ ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้ความดันลดลง งานวัจัยของ State university of New York พบว่าคนที่เลี้ยงแมวจะมความดันปรกติกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยง
7. ไตรกลีเซอร์ไรด์ต่ำลงได้ จริงอยู่ที่เราสามารถลดระดับค่าไตรกลีเซอรไรด์ได้ด้วยการออกกำลังกาย ลดคาร์โบไฮดรต แต่การเลี้ยงแมวก็เป็นอกทางที่ช่วยได้ ถ้าสามารถทำควบคู่ไปด้วยกันก็จะวิเศษ
8. ลดระดับคอเลสเตอรอล การเป็นเจ้าของแมวสักตัวจะช่วยคุณได้ ในปี ค.ศ. 2006 มงานวิจัยจากแคนาดา บอกว่า การเลี้ยงแมวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาด้วยซ้ำ
9. ลดความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก งานวิจัยจาก Minnesota university พบว่าคนที่เลี้ยงแมวอย่างใกล้ชิดจะลดการเป็นเส้นเลือดในสมองแตกได้ถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว
10. คลายเครียด ใครที่เลี้ยงแมวจะรู้ว่ามันช่วยคลายเครียดได้ เมื่อเราเลี้ยงและเล่นกับมัน หรือแม้แต่การนั่งดูพวกมันเล่นสนุกกันเอง ก็ทำให้เราลืมความทุกข์ ความเครียดไปได้แล้ว
11. ลดความกังวล ไม่เพียงช่วยคลายเครียด แต่แมวยังช่วยลดความกังวลใจ การเลี้ยงสัตว์ทำให้ใจเรานิ่งขึ้น เพราะเราเรียนรู้ที่จะดูแลชีวิตอื่น ไม่หมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองมากเกินไป การที่เราได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากแมว ทำให้เรารู้จักความสุขอย่างแท้จริง
12. ช่วยในเรื่องของกระดูก และกล้ามเนื้อ เสียงครางครือๆ ที่แมวทำขณะกำลังพอใจนั้น ฝรั่งเรียกว่าเสียง purr มันมีความถี่อยู่ที่ 20-140 เฮิร์ตซ์ ในทางวิทยาศาสตร์แล้วมันเป็นคลื่นเสียงที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ
13. คลายความโดดเดี่ยว มีแมวแล้วจะไม่ค่อยเหงาค่ะ เพราะแมวเป็นเพื่อนแก้เหงาที่ดี เวลาที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวมันจะชอบมรคลอเคลียเป็นเพื่อน หากใครต้องอยู่คนเดียว เป็นโสดหรือม่าย การเลี้ยงแมวจะช่วยคุณได้
14. ช่วยเด็กที่เป็นออทิสซึ่ม เพราะว่าเด็กพิเศษจะมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม หนึ่งในวิธีการบำบัดเด็กที่มีภาวะออทิสซึ่มคือ การใช้เจ้าแมว
15. ป่วยยากและมีอายุยืน มีงานวิจัยพบว่าการรักษาผู้ป่วยที่บ้านพร้อมกับมีแมวตัวน้อยที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนนั้น ทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นจนใช้ยารักษาน้อยลง เพราะสภาพจิตใจที่ดีขึ้นนั้นเอง การเลี้ยงแมวและดูแลเอาใจใส่มันเป็นอย่างดี ช่วยให้เราเครียดน้อยลง ใส่ใจชีวิตอื่นมากขึ้น และผลที่ได้รับต่อมาก็คือเรื่องสุขภาพต่างๆ แน่นอนมันทำให้เราอายุยืนขึ้นได้ เพราะป่วยน้อยลงนั้นเอง
Credit: นิตยสาร ดิฉัน ฉบับที่ 933 July 2016
แมวเป็นสัตว์ลึกลับ ด้วยนิสัยของมันที่ทำให้เราตกหลุมรักอย่างง่ายดาย จากคนที่ไม่เคยเลี้ยงมาก่อน พอได้ลองเลี้ยงอาจจะถอนตัวไม่ขึ้นไปเลยก็ได้ เชื่อหรือไม่ว่าการเลี้ยงแมวทำให้สุขภาพใจ และกายดี ขนาดที่ว่านักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบันเคยทำการวิจัยเรื่องการเลี้ยงแมวมาแล้ว และพบว่ามันมีข้อดีอย่างเหลือเชื่อด้วย
1. ลดความเสี่ยงการเป็นโรคระบบหลอดเลือด University of Minnesota คนที่ไม่ได้เลี้่ยงแมวจะมีอัตราความเสี่ยงของการเป็นโรคที่ว่านี้สูงถึง 30-40% ส่วนคนที่เลี้ยงหมานั้นตามงานวิจัยบอกว่าไม่ได้ผลแบบคนเลี้ยงแมว
2. ลดอาการหัสใจวาย ต้องขอบคุณเจ้าเหมียวด้วยเพราะระบบหลอดเลือดนั้น เกี่ยวข้องกับหัวใจโดยตรง ทำให้คนที่รักและเลี้ยงแมวอย่างดีนั้นลดความเสี่ยงของการเป็นหัวใจวายเฉียบพลัน
3. คุ้มครองระบบภูมิคุ้มกัน ความรุ้สึกต่างๆ ของคนนั้น เป็นสิ่งที่แมวรู้สึกได้ เมื่อเราป่วย หรือเศร้า มันจะเข้ามาคลอเลีย ซึ่งช่วยทำให้เราไม่จมอยู่กับความเจ็บป่วย หรือความทุกข์นานเกินไป จึงช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
4. อาการของโรคภูมิแพ้ลดลง ถ้ากำลังจะมีลูก คุณแม่ใกล้คลอด รวมไปถึงคนรอบข้างเองมักจะกังวลกับการมีเจ้าเหมียวอยู่ในบ้านด้วย ต้องเปลี่ยนความคิดเพราะมีงานวิจัยออกมายืนยันว่าเด็กยิ่งอยู่ในวัยเยาว์ หากถูกเลี้ยงมากับสัตว์เลี้ยงแมวเหมีว และน้องหมา ระบบภูมิคุ้มกันของเบบี๋จะถูกกระตุ้นให้แข็งแรง
5. ช่วยป้องกันโรคหืดหอบเป็นในเด็ก แน่นอนเมื่อแมวทำให้ภูมิแพ้ลดลงได้ มันก็ช่วยป้องกันโอกาสที่เป็นโรคหืดหอบได้ด้วย และการที่เด็กได้โตมากับสัตว์ จะทำให้พวกเขามีจิตใจดี เพราะฉะนั้นแล้ว มีลูกก็อย่างทิ้งน้องแมวหล่ะ
6. แมวช่วยป้องกันโรคความดัน การเลี้ยงแมวทำให้เราได้ใช้เวลาในการอุ้ม กอด ลูกมันเบาๆ ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้ความดันลดลง งานวัจัยของ State university of New York พบว่าคนที่เลี้ยงแมวจะมความดันปรกติกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยง
7. ไตรกลีเซอร์ไรด์ต่ำลงได้ จริงอยู่ที่เราสามารถลดระดับค่าไตรกลีเซอรไรด์ได้ด้วยการออกกำลังกาย ลดคาร์โบไฮดรต แต่การเลี้ยงแมวก็เป็นอกทางที่ช่วยได้ ถ้าสามารถทำควบคู่ไปด้วยกันก็จะวิเศษ
8. ลดระดับคอเลสเตอรอล การเป็นเจ้าของแมวสักตัวจะช่วยคุณได้ ในปี ค.ศ. 2006 มงานวิจัยจากแคนาดา บอกว่า การเลี้ยงแมวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาด้วยซ้ำ
9. ลดความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก งานวิจัยจาก Minnesota university พบว่าคนที่เลี้ยงแมวอย่างใกล้ชิดจะลดการเป็นเส้นเลือดในสมองแตกได้ถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว
10. คลายเครียด ใครที่เลี้ยงแมวจะรู้ว่ามันช่วยคลายเครียดได้ เมื่อเราเลี้ยงและเล่นกับมัน หรือแม้แต่การนั่งดูพวกมันเล่นสนุกกันเอง ก็ทำให้เราลืมความทุกข์ ความเครียดไปได้แล้ว
11. ลดความกังวล ไม่เพียงช่วยคลายเครียด แต่แมวยังช่วยลดความกังวลใจ การเลี้ยงสัตว์ทำให้ใจเรานิ่งขึ้น เพราะเราเรียนรู้ที่จะดูแลชีวิตอื่น ไม่หมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองมากเกินไป การที่เราได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากแมว ทำให้เรารู้จักความสุขอย่างแท้จริง
12. ช่วยในเรื่องของกระดูก และกล้ามเนื้อ เสียงครางครือๆ ที่แมวทำขณะกำลังพอใจนั้น ฝรั่งเรียกว่าเสียง purr มันมีความถี่อยู่ที่ 20-140 เฮิร์ตซ์ ในทางวิทยาศาสตร์แล้วมันเป็นคลื่นเสียงที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ
13. คลายความโดดเดี่ยว มีแมวแล้วจะไม่ค่อยเหงาค่ะ เพราะแมวเป็นเพื่อนแก้เหงาที่ดี เวลาที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวมันจะชอบมรคลอเคลียเป็นเพื่อน หากใครต้องอยู่คนเดียว เป็นโสดหรือม่าย การเลี้ยงแมวจะช่วยคุณได้
14. ช่วยเด็กที่เป็นออทิสซึ่ม เพราะว่าเด็กพิเศษจะมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม หนึ่งในวิธีการบำบัดเด็กที่มีภาวะออทิสซึ่มคือ การใช้เจ้าแมว
15. ป่วยยากและมีอายุยืน มีงานวิจัยพบว่าการรักษาผู้ป่วยที่บ้านพร้อมกับมีแมวตัวน้อยที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนนั้น ทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นจนใช้ยารักษาน้อยลง เพราะสภาพจิตใจที่ดีขึ้นนั้นเอง การเลี้ยงแมวและดูแลเอาใจใส่มันเป็นอย่างดี ช่วยให้เราเครียดน้อยลง ใส่ใจชีวิตอื่นมากขึ้น และผลที่ได้รับต่อมาก็คือเรื่องสุขภาพต่างๆ แน่นอนมันทำให้เราอายุยืนขึ้นได้ เพราะป่วยน้อยลงนั้นเอง
Credit: นิตยสาร ดิฉัน ฉบับที่ 933 July 2016
วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยต่อสุนัข
น้ำมันหอมระเหย เปปเปอร์มินท์ (สะระเหน่) (Peppermint Es. Oil)
- ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสุนัข
- ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสุนัข
- เป็นสารธรรมชาติที่สามารถช่วยขับไล่แมลงได้
- ช่วยลดอาการข้ออักเสบ และการเจริญเติบโตของกระดูกที่ผิดปกติ
- กลิ่นหอมเย็นสดชื่นมีคุณสมบัติกระตุ้นร่างกายและจิตใจให้ตื่นตัว
โรมันคาโมมายล์ Chamomile Roman
- เป็นน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่ปลอดภัยที่สุด มีแหล่งกำเนิดในแถบ
ยุโรปจากอังกฤษและฝรั่งเศษ
ยุโรปจากอังกฤษและฝรั่งเศษ
- มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียดหรืออาการทางจิตใจ
- มีคุณสมบัติบรรเทาอาการอักเสบ แพ้และระคายเคืองผิวหนัง
น้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ (Lavender)
- มีคุณสมบัติหลักในการช่วยระงับประสาท ให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย
- ช่วยรักษาแผลให้สมานเร็วขึ้น
- ช่วยลดอาการภูมิแพ้
- บรรเทาอาการของโรคผิวหนังต่าง ๆ ได้ดี
สเปียร์มินท์ (Spearmint Essential Oil)
- ช่วยในการลดน้ำหนัก
- ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย และคลื่นไส้
- และยังดีต่อระบบทางเดินอาหารสำหรับแมว
เบอร์กามอท Bergamot
- ช่วยรักษาอาการติดเชื้อที่หู
- มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อรา
หลักการในการเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหย
- ควรบรรจุในภาชนะแก้ว หรือ ภาชนะสี เช่น สีเหลือง สีฟ้า สีม่วงเป็นต้น
- ควรตรวจสอบฉลาก และข้อมูลที่สำคัญ เช่น ประเทศผู้ผลิต วิธีการสกัด
- ควรมันใจว่า เป็นน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ 100% และเป็นเกรด Therapeutic
ซึ่งเป็นเกรดในการรักษา แต่ไม่สามารถนำไปประกอบอาหารได้
ซึ่งเป็นเกรดในการรักษา แต่ไม่สามารถนำไปประกอบอาหารได้
Credit: http://www.thelazypitbull.com/5-essential-oils-for-dogs/
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
วิธีทดสอบ IQ สำหรับสุนัข
มีหลากหลายวิธี ที่จะช่วยตรวจสอบความฉลาดของสุนัขของเรา วิธีการแก้ปัญหา ก็เป็นบททดสอบบทหนึ่ง ที่่จะวัดความฉลาดของสุนัขได้ มาดูกันว่ามีวิธีการตรวจสอบอะไรบ้าง แนะนำว่า ไม่ควรทดสอบทุกรายการภายในวันเดียว
1. การทดสอบโดยใช้ ผ้าขนหนู
ใช้ผ้าขนหนูผืนยาว คลุมไปที่หัวและไหล่ของสุนัข แล้วสังเกตุ
5 คะแนน - เมื่อสามารถหลุดจากผ้าได้ภายใน 15 วินาที
4 คะแนน - 16-30 วินาที
3 คะแนน - 31-60 วินาที
2 คะแนน - 1-2 นาที
1 คะแนน - เมื่อไม่สามารถหลุดออกจากผ้าได้
2. การทดสอบโดยใช้ ตะกร้า
นำขนม หรือ ของเล่น ไปวางไว้ใต้ตะกร้า 1 ใน 3 ใบ ที่วางอยู่ติดกัน แล้วมาดูว่าสุนัขสามารถหาเจอได้เมื่อไหร่
5 คะแนน - เมื่อสุนัขเดินตรงไปยังจุดหมาย และเอาขนม หรือ ของเล่นออกมาได้
4 คะแนน - เมื่อสุนัขมีการค้นหาอย่างมีระบบ และหาพบในที่สุด
3 คะแนน - เมื่อสุนัขมีการค้นหาแบบสุ่ม และหาได้ภายใน 45 วินาที
2 คะแนน - เมื่อสุนัขพยายามหา แต่หาไม่เจอ
1 คะแนน - เมื่อสุนัขไม่มีทีท่าที่จะค้นหา หรือ ไม่มีความสนใจใดๆ
3. การทดสอบโดย จุดที่ชื่นชอบ หรือ พื้นที่อยู่อยู่เป็นประจำ
จัดเรียง หรือบ สิ่งของ เฟอร์นิเจอร์ ภายในห้องใหม่ เมื่อสุนัขออกไปนอกบ้าน และเมื่อพวกเค้าเข้ามาคอยสังเกตุ
5 คะแนน - เมื่อสุนัขเดินตรงไปยังจุดหมาย หรือจุดที่เค้าเคยอยู่ประจำ
4 คะแนน - เมื่อสุนัขใช้เวลา 30 วินาที ในการหาจุดที่ชอบเจอ
3 คะแนน - เมื่อสุนัขใช้เวลา 31-60 วินาที
2 คะแนน - เมื่อสุนัขใช้เวลา 1-2 นาที
1 คะแนน - เมื่อสุนัขไปอยู่บริเวณ หรือ พื้นที่อื่นแทน
4. การทดสอบโดย เก้าอี้ปริศนา
นำขนมไปซ่อนไว้ใต้เก้าอี้ที่เตี้ย พอที่เท้าสุนัขเข้าไปเขี่ยได้ แต่หัวเข้าไม่ได้
5 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถนำขนมออกมาได้ภายใน 1 นาที
4 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถนำขนมออกมาได้ภายใน 1-3 นาที
3 คะแนน - เมื่อสุนัขใช้เท้า และปาก แต่ยังไม่สามารถนำขนมออกมาได้
2 คะแนน - เมื่อสุนัขใช้ปากอยากเดียวซักพัก แล้วเลิกสนใจ
1 คะแนน - เมื่อสุนัขไม่พยายามที่จะเอาขนมออกมา
5. การทดสอบโดย การพาออกไปเดินเล่น
เลือกเวลาอื่นๆ นอกเหนือจากเวลาที่พาสุนัขไปเดินตามปกติ แล้วหยิบกุญแจ พร้อมสายจูงของพวกเค้า เดินออกไป พร้อมสังเกตุ
5 คะแนน - เมื่อสุนัขเดินพร้อมไปพร้อมกันคุณ
4 คะแนน - เมื่อสุนัขแสดงอาการตื่นเต้น
3 คะแนน - เมื่อคุณเดินไปถึงประตู สุนัขถึงจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง
2 คะแนน - เมื่อสุนัขนั่งแต่มีท่ามีสับสน
1 คะแนน - เมื่อสุนัขไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
6. การทดสอบโดย สิ่งกีดขวาง
นำกระดาษแข็งมาทำเป็นสิ่งกีดขวาง ขนาดยาว 5 ฟุต ความสูงให้สูงกว่าตัวสุนัขเวลายืน เจาะช่่องขนาด กว้าง 3 นิ้ว สูง 4 นิ้ว ทั้งบริเวณด้านบน และ ด้านล่าง แล้วให้คุณอยู่ด้านนึง ส่วนสุนัขอยู่อีกด้านนึง แล้วคุณโชว์ขนมให้สุนัขเห็น แล้วคอยสังเกตุ
5 คะแนน - เมื่อสุนัขข้ามสิ่งกีดขวางมาได้ภายใน 30 วินาที
4 คะแนน - เมื่อสุนัขข้ามสิ่งกีดขวางมาได้ภายใน 31-60 วินาที
3 คะแนน - เมื่อสุนัขข้ามสิ่งกีดขวางมาได้ภายใน 1-2 นาที
2 คะแนน - เมื่อสุนัขโผล่หัวผ่านช่องที่เราเจาะไว้
1 คะแนน - เมื่อสุนัขยืน แต่มีท่าทีสับสน
7. การทดสอบโดย ลูกบอล
นำลูกบอลมาให้สุนัขเล่นซักครู่ แล้วนำไปซ่อนในถ้วยต่อหน้าสุนัข คอยสังเกตุ
5 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถหาลูกบอลเจอภายใน 0-15 วินาที
4 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถหาลูกบอลเจอภายใน 16-30 วินาที
3 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถหาลูกบอลเจอภายใน 1-2 นาที
2 คะแนน - เมื่อสุนัขพยายามนำลูกบอลออกมา แต่ไม่สำเร็จ
1 คะแนน - เมื่อสุนัขไม่แสดงท่าทีสนใจ
8. การทดสอบโดย อาหารใต้กระป๋อง
นำอาหารอันแสนโอชะของสุนัขมาโชว์ และให้พวกเค้าดม หลังจากนั้นค่อยๆนำอาหารไปวางที่พื้นให้ห่างจากสุนัขประมาณ 2 เมตร แล้วนำกระป๋องมาคลอบแล้วสลับไป-มา หลังจากนั้นเรียกสุนัขมาเพื่อหาอาหาร คอยสังเกตุ
5 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถนำกระป๋องออก และกินอาหารภายใน 5 วินาที
4 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถนำกระป๋องออก และกินอาหารภายใน 6-15 วินาที
3 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถกินอาหารได้ภายใน 16-30 วินาที
2 คะแนน - เมื่อสุนัขสามารถกินอาหารได้ภายใน 31-60 วินาที
1 คะแนน - เมื่อสุนัขดมไปรอบๆ แต่ไม่สามารถนำอาหารออกมาได้
9. การทดสอบโดย ความเข้าใจทางภาษา
ให้สุนัขนั่งนิ่งๆ ซักพัก แล้วคุณก้าวออกมา แล้วจึงเรียกชื่อสุนัข
5 คะแนน - เมื่อสุนัขนั่งเฉยๆ และรอจนคุณเรียกชื่อจึงค่อยเดินไปหาคุณ
3 คะแนน - เมื่อสุนัขมีท่าทีกระสับกระส่าย จะเดินตาม
1 คะแนน - เมื่อสุนัขเดินตามคุณไป โดยไม่รอให้เรียกชื่อ
10. การทดสอบโดย การจดจำรอยยิ้ม
เลือกช่วงทดสอบที่สุนัขนั่งอยู่ห่างจากคุณประมาณ 2 เมตร จ้องไปที่หน้าสุนัข เมื่อพวกเค้าหันมาสบตา จ้องต่อเป็นเวลา 3 วินาที แล้วจึงยิ้ม คอยสังเกตุ
5 คะแนน - เมื่อสุนัขเดินเข้ามาหา และกระดิกหาง
4 คะแนน - เมื่อสุนัขเดินเข้ามาอย่างช้าๆ แต่ไม่กระดิกหาง
3 คะแนน - เมื่อสุนัขลุก-นั่ง แต่ไม่เดินไปหาคุณ
2 คะแนน - เมื่อสุนัขเดินไปทางอื่น
1 คะแนน - เมื่อสุนัขไม่แสดงความสนใจใดๆ กับคุณ
ผลการทดสอบ
40 - 50 อัจฉริยะ
30 - 39 มีความฉลาดสูง
20 - 29 มีความฉลาดปานกลาง
15 - 19 ปานกลาง
10 - 14 พอใช้
05 - 10 น้อย
0 - 09 น้อยมาก (แต่ความน่ารักไม่แพ้ใครน่ะ)
Credit: http://positivemed.com/2013/08/21/10-ways-to-test-your-dogs-iq/
วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
การกำจัดหมัด โดยการนวดด้วยน้ำมัน
เมื่อเหล่าสุนัขของคุณมีปัญหาเรื่องหมัด สามารถทำการรักษาได้โดยการ นวดด้วยน้ำมัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัย ปลอดจากสารเคมี และเป็นมิตรกับตัวสุนัขเอง
ขั้นตอนที่ 1
ตรวจสอบรายการส่วนผสมที่จะต้องใช้ แล้วไปซื้อส่วนผสมต่างๆให้ครบ แนะนำให้ไปซื้อที่ร้านขายสินค้าสมุนไพร หรือ สินค้าเพื่อสุขภาพ
*น้ำมันที่แนะนำ Lavender, Pennyroyal, Lemongrass, Eucalyptus, Lemon
ขั้นตอนที่ 2
เทน้ำมันดอกทานตะวันลงในภาชนะแก้ว หรือ เซรามิก (การใช้ภาชนะกลุ่มโลหะ อาจทำปฏิกิริยากับพวกน้ำมันได้)
ขั้นตอนที่ 3
เติมน้ำมันหอมระเหยทั้งหมดลงในชาม แล้วผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
ขั้นตอนที่ 4
หาสถานที่ในบ้านที่สุนัขรู้สึกผ่อนคลาย และทำความสะอาดง่าย เนื่องจาก ในระหว่างการนวด ตัวของสุนัขอาจจะมันนิดหน่อย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเลอะ หรือ เป็นคราบได้
ขั้นตอนที่ 5
เริ่มการนวด โดยการชโลมน้ำมันลงบนตัวสุนัข แล้วใช้นิ้วมือ ค่อยๆ นวดจนน้ำมันเข้ากับผิวสุนัข
ขั้นตอนที่ 6
ควรนวดน้ำมันให้ทั่วทั้งตัวของสุนัข รวมถึง ใต้ขา บริเวณหู และหาง เมื่อทุกส่วนได้สัมผัสน้ำมัน จะทำให้หมัดออกจากตัวสุนัขได้ง่าย
ขั้นตอนที่ 7
ในระหว่างการนวด สังเกตุว่าสุนัขชอบที่เรานวดให้รึเปล่า ซึ่งการนวดนอกจากจะช่วยกำจัดหมัดแล้ว ยังช่วยให้สุนัขรู้สึกสบายตัว และผ่อนคลายด้วย
ขั้นตอนที่ 8
หลังจากการนวด ตามตัวของสุนัขอาจจะมันนิดหน่อย แต่ถ้ายังมันเยิ้ม แสดงว่าคุณใส่น้ำมันเยอะจนเกินไป และจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ติดตัวสุนัขด้วย
ขั้นตอนที่ 9
ควรนวดซ้ำอีก อย่างน้อยทุกๆ 2 วัน ภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าหมัดได้ลดลง หรือ จนกระทั่งไม่มีหมัดในตัวสุนัขแล้ว
ขั้นตอนที่ 10
นอกจากการนวดที่ช่วยลด หรือ กำจัดหมัดจากตัวสุนัขแล้ว เราควรทำสิ่งอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การซักที่นอน การถูบ้านทุกวัน หรือ การดูดฝุ่น เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกส่วนภายในบ้าน และตัวสุนัขเอง ไม่มีหมัดหลงเหลืออยู่
Credit: http://www.wikihow.com/Make-a-Natural-Dog-Flea-Massage-Oil
ขั้นตอนที่ 1
*น้ำมันที่แนะนำ Lavender, Pennyroyal, Lemongrass, Eucalyptus, Lemon
ขั้นตอนที่ 2
เทน้ำมันดอกทานตะวันลงในภาชนะแก้ว หรือ เซรามิก (การใช้ภาชนะกลุ่มโลหะ อาจทำปฏิกิริยากับพวกน้ำมันได้)
ขั้นตอนที่ 3
ขั้นตอนที่ 4
ขั้นตอนที่ 5
ขั้นตอนที่ 6
ขั้นตอนที่ 7
ขั้นตอนที่ 8
ขั้นตอนที่ 9
ขั้นตอนที่ 10
Credit: http://www.wikihow.com/Make-a-Natural-Dog-Flea-Massage-Oil
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
สุนัขข้ามสายพันธุ์ ที่แสนน่ารัก
Pitsky: Pitbull & Husky
Corgi & Dalmatian
Chusky: Chow Chow & Husky
Dalmachshund: Dachshund & Dalmatian
Labsky: Labrador & Husky
Chug: Pug & Chihuahua
Corgi & German Shepherd
Yorkshire Terrier & Poodle
Beagleman: Beagle & German Shepherd
Cocker-Pei: Shar-pei & Cocker Spaniel
Pomsky: Pomeranian & Husky
German Sherpei: German Shepherd &
Shar-pei
English Bulldog & German Shepherd
Horgi: Corgi & Husky
Bullpug: Pug & English Bulldog
Schnoodle: Schnauzer & Poodle
Shepherd Chow: Chow Chow &
German Shepherd
Shorgi: Corgi & Sheltie
Sharp Asset (or Ba-Shar): Basset Hound & Shar-Pei
Corgipoo: Toy Poodle & Corgi
Goberian: Siberian Husky & Golden Retriever
Credit: http://www.boredpanda.com/mixed-breed-dogs/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












































